Q : ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ไม่ปฏิบัติธรรมได้ไหม ?

A : ธรรมะเมื่อนำไปทำ นำไปปฏิบัติแล้วจะนำความผาสุกมาให้ / อย่าเข้าใจผิดว่า ผาสุกคือ สุขเวทนา ไม่ดีคือทุกขเวทนา เพราะทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา ล้วนเป็นทุกข์ ให้เห็นธรรมะ เป็นสาระสำคัญ เราจะอยู่ผาสุกได้ / การปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติได้ทุกรูปแบบ การมีเมตตาต่อกัน รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ ก็ถือเป็นการนำธรรมะมาปฏิบัติ ควรปฏิบัติในทุกรูปแบบเพื่อความผาสุก

Q : การฝึกสมาธิในขณะที่ลืมตากับหลับตา สภาวธรรมจะต่างกันหรือไม่ ควรฝึกอย่างไรจึงเหมาะสม

A : สมาธิสามารถฝึกได้ในทุกอิริยาบถ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ตรงไหนเราทำได้ เอาตรงนั้นเป็นที่ตั้ง ตั้งจิตไว้ตรงนั้น ทำให้ชำนาญ แล้วค่อยพัฒนาไปอย่างอื่น/ อานิสงส์ของสมาธิในการเดิน จะทำให้อาหารย่อยง่าย สมาธิตั้งอยู่ได้นาน

Q : ประโยชน์และโทษของการฝึกสมาธิแบบอรูปฌาน

A : ฌาน หมายถึง การเพ่ง เอาใจจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง / การเพ่งนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ หยาบและละเอียด คำว่า “รูปฌาน” เป็นการเอารูปมาจดจ่อแล้วให้เกิดความเป็นอารมณ์อันเดียว ระงับลง จนเป็นสมาธิ จากนั้น เมื่อล่วงรูปทั้งหลาย ใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปมาจดจ่อ เรียกว่า “อรูป” ส่วนประโยชน์และโทษนั้นมีอยู่ในทุกอย่างแต่สัดส่วนไม่เท่ากัน

Q : พอถึงขั้นอรูปฌาน ไม่มีรูปให้เพ่ง จะต้องเพ่งอะไร?

A : เมื่อถึงขั้นอรูป จะมีอายตนะพิเศษที่รับรู้ถึงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด “อากาสานัญจายตนะ” พอก้าวล่วงอากาศ ก็เป็นอายตนะที่รับรู้ถึงวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด “วิญญาณัญจายตนะ”

Q : ควรวางใจอย่างไรเมื่อบอกบุญหรือชวนผู้อื่นมาทำบุญ ?

A : ให้ระลึกถึงอานิสงส์ ในการชักชวน ตั้งจิตไว้ว่าบอกทางสวรรค์ให้ บอกในลักษณะให้เขามีศรัทธา